Monday, September 15, 2008

ท่องเที่ยวสงขลา

บทความที่แล้วผมได้เล่าถึงการเดินทางไปยังอำเภอ นาทวี เพื่อไปเยี่ยมชมเขาน้ำค้าง ในวันต่อมาคือ วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พวกเราทั้งสามคน คือ ผม พี่แหวน และพี่ปุ๋ยมีเป้าหมายในการเยี่ยมชมตัวเมืองสงขลา เราออกเดินทางแต่เช้า ประมาณ 7 โมง ถึงสงขลาก่อน 7.30 น.เราเริ่มต้น จากการเดินขึ้นเขาตังกวน เพื่อชมความสวยงามของตัวเมืองสงขลา รวมถึงการศักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์บนเขา
จากนั้นเราก้อไปช็อปปิ้งยังตลาดนัดวันอาทิตย์ ตลาดนัดวันอาทิตย์ที่สงขลาเป็นตลาดนัดที่ใหญ่มาก ผู้คนมาซื้อหากับข้าวกับปลากันมาก การเดินตลาดทำให้เราเห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของคน สภาพชีวิต การเดินทางมาที่นี่เลยทำให้เราเห็นถึงสิ่งต่างๆมากมายของคนที่นี่
ต่อมาเราก้อไปหาดสมิหลากัน เกาะหนูเกาะแมวยังเหมือนเดิม ผมชอบสงขลาที่เป็นเมืองที่เงียบสงบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน ตัวเมืองสะอาดและสวยงาม ทำให้การมาที่หาดสมิหลาของผมก้อยังเป็นความสุขทุกครั้ง
ถนนนางงามเป็นอีกถนนเส้นหนึ่งที่ไม่ควรพลาด ถนนเส้นนี้เป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านอาหารที่อร่อย ผมถึงกับอุทานมาว่า ถ้าผมมีบ้านอยู่บนถนนเส้นนี้คงดี ผมคงมีความสุขกับการรับประทานอาหารที่อร่อยทุกวันแน่ๆ
วันนี้เราเลือกที่จะรับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านแต้ อาหารอร่อยมาก แต่ราคาก้อไม่ถูกนะครับ แต่เมื่อเทียบกับรสชาติอาหารผมก้อว่าพอให้อภัยได้ เราทาน ต้มยำแห้ง ปลากระบอกทอด และหมูผัดเต้าหู้ยี้ อืม อร่อยๆทุกอย่าง
เมื่อทานอิ่มแล้ว เราไปสักการะกรมหวงชุมพร รวมถึงการข้ามแพขนานยนต์ ไปเกาะยอ เพื่อชม พิพิทธภัณฑ์ ทักษิณคดีศึกษา ผมว่าเป็นพิพิทธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในภาคใต้ที่เดียว
การเดินทางจงบลงในตอนที่เราขึ้นเขาคอหงส์เพื่อนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โอวว การเดินทางครั้งนี้ดีมากเลย

เขาน้ำค้าง

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ผมมีแผนนะครับว่า ช่วงบ่ายของวันนี้ ผมจะมีการเดินทางท่องเที่ยวไปยัง อ.นาทวี จ.สงขลา โดยเป้าหมายของการเดินทาง คือ การไปเยี่ยมชมเขาน้ำค้าง โดยมีเพื่อนร่วมเดินทาง คือ พี่แหวน และพี่ปุ๋ย เขาน้ำค้างมีอะไรน่าสนใจหรือ?

พวกเราเริ่มต้นการเดินทาง โดยออกจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ในช่วง เวลาประมาณเกือบบ่ายโมง การเดินทางทุลักทุเลเล็กน้อย เพราะฝนตกอย่างหนักมาก แต่เราก้อยังคงตรงดิ่งสู่จุดหมายที่เรามุ่งมั่นใว้ตั้งแต่แรก

อ.นาทวี เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสงขลา การเดินทางเราต้องเดินทางใช้ถนนสายเดียวกับการเดินทางไปปัตตานี ตลอดทางมีทหารรักษาการตลอด ผมแอบสังเวทใจ ทำไมเราก็คือ มนุษย์เหมือนกัน เพียงแต่ต่างกันที่ความเชื่อทางศาสนา แต่เราก็หิวเหมือนกัน มีความสุข ความทุกข์เหมือนกัน ทำไมเราต้องฆ่าฟันกันด้วยนะ

อ.นาทวี เป็นอำเภอที่ไหญ่มาก ผู้คนคึกคัก ไม่ได้เป็นอำเภอที่น่ากลัวดั่งที่ผมคิดตอนแรก เราไปรับเพื่อนร่วมทางเพิ่มอีก 2 คน ที่เป็นญาติของพี่แหวน ผมว่าคู่สามี ภรรยาคู่นี้ดูน่ารักดีนะ ความสุขของคนเราคืออะไร บางทีการที่เราเสพย์ความสุขในทุกๆปัจจุบันน่าจะเป็นความสุขที่สุด

เราถึงเขาน้ำค้างก็บ่ายมากนะครับ เราเลยเริ่มต้นภารกิจการปีนเขากันละ อย่าพึ่งตกใจนะครับ เขาน้ำค้างเป็นเขาที่โจรจีนคอมมิวนิสในอดีต ขุดเป็นถ้ำภายในภูเขาเพื่อเป็นที่หลบซ่อน ผมว่าการก่อสร้างน่าทึ่งมาก ภายในถ้ำมีห้องต่างๆมากมาย คงต้องใช้แรงกาย แรงใจ และอุดมการณ์อันแรงกล้าในการสร้างถ้ำแห่งนี้มาได้ น่านับถือ

ทุกห้องตั้งแต่ห้องนอนผู้นำ ห้องประชุม ห้องผ่าตัด ห้องยิงปืน ห้องส่งโทรเลข ผมว่าคนยุคก่อนเป็นผู้ที่มีรสนิยม และมีสายตาที่ยาวไกลจริงๆ แต่ห้องที่สุดแสนจะโรแมนติก ก็คือ ห้องหอของคู่แต่งงาน ที่จะอยู่ออกมานอกถ้ำเพื่อให้ทั้งสองได้มีเวลาส่วนตัวในยามค่ำคืนกลางป่าเขา โอววว ช่างโรแมนติกจัง

ในท้ายที่สุด การสู้รบของโจรจีนก็จบลง โดยการใช้นโยบายที่สันติของรัฐบาลไทย การที่คนไทย มองเห็นถึงความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน และการชวนพวกเค้ามาร่วมกันพัฒนาประเทศไทย การปราบกองโจรพวกนี้จึงสำเร็จลงด้วยดี

การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ดีมาก บางครั้งการเรียนรู้ประวัตติศาสตร์ เพื่อมาแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน รวมถึงการเข้าถึงความเป็นมนุษย์ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ก็สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างลงได้............

Friday, September 12, 2008

แรงดึงดูดทางเพศ

ผมได้รับข่าวคราวของอ.ผู้ใหญ่ท่านนึ่งว่าท่านมีอะไรกับนักศึกษาปริญญาโท ผมค่อนข้างช็อกเพราะมองดูอาจารท่านนี้เป็นอาจารย์ที่น่านับถือ วางตัวดีมาตลอด ไม่น่ามาตายน้ำตื่นเช่นนี้เลย

ผมพิเคราะห์และคิดเพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพนี้ และคิดถึงมนุษย์ว่าสิ่งที่มนุษย์ปุถุชนคนนึ่งต้องการคืออะไร อาชีพครูบาอาจารย์เป็นอาชีพที่เป็นผู้ให้ มีความสุขที่ได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น อาจารย์ท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน ตลอดชีวิตปวารณาตัวเพื่อการสอนและทำเพื่อคนอื่นเสมอ
ผมทราบมาว่า ครอบครัวของอาจารย์ไม่ค่อยมีความสุขนัก ภรรยาของอาจารย์ไม่เคยให้เกียจอาจารย์เลย คอยจับผิด และระแวงอยู่เสมอว่าอาจารย์จะนอกใจ จนเป็นที่เอือมระอา ในหมู่อาจารย์ด้วยกันที่คณะ
การที่นักศึกษาคนนึ่งได้รับการเอาใจใส่และใส่ใจจากอาจารย์เป็นอย่างดีในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา ความรู้สึกเคารพ นับถือและรักใคร่ย่อมเกิดขึ้นจนถึงขั้นมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง(ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า)
แต่เหตุการณ์นี้ได้เตือนผมว่า ผู้ชายกับผู้หญิงมักจะมีแรงดึงดูดเข้าหากันอยู่เสมอ จนบางคนเสียผู้เสียคน เสียชื่อเสียงเพราะแรงดึงดูดอันนี้ จงจดจำใว้ว่าเรามีหน้าที่อะไรและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ และจะนำไปสู่การผิดศีลธรรมจงหลีกหนีให้ไกล

Thursday, September 04, 2008

บ้านเด็กกำพร้า

เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปทำบุญที่บ้านคนตาบอด ผมได้อะไรเยอะมากเลยจากการไปในครั้งนี้

ผมโชคดีที่พี่แหวนชวนผมไปร่วมกิจกรรมกับคลื่นวิทยุ 89.5 และ 92 โดยจัดกิจกรรมที่บ้านคนตาบอดที่แถวหาดใหญ่ใน โดยมีดารามาร่วมด้วย คือ มิล่า ขนมจีน และ วงซี - ควิ้น การจัดกิจกรรมดีมาก เป็นอย่างสนุกสนาน อาหารที่นำไปเลี้ยงเด็กตาบอด ก็มี มักกะโรนี ซาลาเปา และไอศกริม

ในตอนท้ายผมอึ้งมาก ตอนเด็กร้องเพลงขอบคุณ ผมถึงกับขนลุกเลยละ มันเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้วที่ต้องช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า แต่ดูพวกเค้ากลับมีกำลังใจและไม่ยอมแพ้กับข้อจำกัด ผมกลับมามองตัวเองที่อะไรนิดหน่อยก็ฟูมฟายหมดแรง พอเจอพวกเค้า ทำให้รู้สึกว่า ทำไมเราอ่อนแอจังเลย

ขอบคุณน้องๆที่ทำให้พวกเรามีกำลังใจ และสัญญาว่าถ้ามีโอกาสเราจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง

Wednesday, August 27, 2008

ความอ้วนมาเยือน

เพื่อนๆเคยรู้สึกแบบผมหรือเปล่าครับ รู้สึกว่าตัวเองตัวบวมขึ้น อึดอัดไปซะหมดเมื่อใส่ชุดอะไร ใช่แล้วครับ ผมกำลังเผชิญกับความอ้วน



เพื่อนเคยรู้สึกไม่ครับ ของบางอย่างมันแฝงด้วยยาพิษแต่มาในรูปของความสุข ผมก้อเช่นเดียวกัน การมีความสุขกับการรับประทานอาหารที่อร่อยทุกเย็น ก้อแลกมาด้วยยาพิษคือ ความอ้วนที่กำลังรุมเร้าผมขณะนี้



ผมมุ่งมั่นและตั้งใจนะครับ ว่าจะพยายามที่จะลดความอ้วนให้ได้ แต่ก้อขอทานอาหารอร่อยแต่ต้องข่มใจทานแต่น้อยๆนะครับ



เพื่อนๆเป็นยังไงบ้าง ทุกคนสบายดีมะ ผมอยากฝากความคิดถึงหาทุกคน

Saturday, June 28, 2008

ผมไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับหาดใหญ่อีกแล้ว


ตอนนี้ผมมาอยู่หาดใหญ่ครบหกเดือนแล้ว ผมเริ่มปรับตัวในหลายเรื่องได้แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสอนหนังสือ การใช้ชีวิตที่หาดใหญ่ และการมีความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง


การสอนหนังสือของผมในเทอมนี้ก่อนมิดเทอมผมโอเคนะ ผมมีความสุขกับการสอนหนังสือนักศึกษา ม.อ. มีความสุขที่เห็นแววตาพวกเค้าที่เค้าใจในสิ่งที่ผมสอน รวมถึงผมพยายามที่จะสอนถึงการใช้ชีวิตให้พวกเค้าด้วยโดยพยายามสอดแทรกในบทเรียนให้พวกเค้าเรียนรู้อย่างไม่รู้ตัว


นักศึกษาที่นี่มีทั้งไทยพุทธ และไทยมุสลิมในช่วงแรก ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับนักศึกษาที่เป็นมุสลิมนะครับ แต่ตอนนนี้ดีขึ้น พวกเค้าก้อคือ ลูกศิษย์ของผมที่ผมต้องถ่ายทอดความรู้อย่างดีที่สุด ผมอาจจะไม่ใช่อาจารย์ที่ดีที่สุด แต่ทุกครั้งที่สอนผมเตรียมตัวอย่างดีที่สุดทุกครั้ง


หลังมิดเทอมผมต้องสอนอีกวิชาหนึ่งที่ผมไม่ค่อยถนัด นั่นคือ วิชาเศรษฐกิจไทย ผมเริ่มคิดที่จะดีไซน์วิธีสอนให้น่าสนใจ สิ่งนี้ก้อเป็นสิ่งที่ท้าทาย วิทอีกเหมือนกัน ซึ่งผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด


เด็กที่นี่น่ารัก และตั้งใจเรียนทำให้คนเป็นครูแบบพวกเรามีความสุขที่ได้ถ่ายทอดความรู้ให้พวกเค้า อาชีพที่เป็นผู้ให้เป็นอาชีพที่มีความสุขเหลือเกิน


การใช้ชีวิตที่หาดใหญ่ ทุกเช้าผมจะเดินไปทำงานใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 10 นาที ทานข้าวเช้าที่โรงอาหารวิทยา และเริ่มทำงานช่วง 8-9 โมงเช้า แต่ผมยังแบ่งเวลาทำงานไม่ดีนักซึ่งต้องปรับปรุงนะวิท ทุกเช้าวันอาทิตย์ผมจะมีก๊วนตีแบด ผมมีความสุขจากการได้ออกกำลังกายกับเพื่อนกลุ่มนี้มาก กลุ่มนี้ทำให้ผมมั่นใจว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้นกับผม พวกเค้าคือกำลังใจที่ดี และหลังจากการออกกำลังกายเสร็จพวกเราจะหาอะไรอร่อยทานกัน ผมว่าร้านอาหารในหาดใหญ่มีร้านอาหารเยอะมาก


การได้อยู่กับตัวเอง และบรรยากกาศในมหาลัยต่างจังหวัด ทำให้ผมรู้สึกถึงความสงบ และเตรียมรับกับงานต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


ปล.ผมเตรียมตัวที่จะสอบ TOEFL เพื่อวางแผนการเรียนต่อในระดับปริญญาเอก พอมีใครจะแนะนำเรื่องการสอบให้ผมได้บ้างครับ?

Sunday, June 01, 2008

กิจกรรมและเพื่อนไหม่


ผมพึ่งได้ก๋วนทำกิจกรรมต่างๆนะครับคุ้มมากกับการไปงานสัมมนาและอบรบรมอาจารย์ใหม่ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กัลยาณมิตรคนแรกของผม คือ อ.เจริญ แห่งโครงการสันติศึกษาที่ชวนผมให้ไปร่วมกิจกรรมทำบุญในวันนี้ ผมกับ อ.แหวน แห่งคณะวิทยาศาสตร์ อ.กานแห่งแพทย์แผนไทย เราเลยไปตลาดขอย้ำว่าเป็นตลาดนัดแบบต่างจังหวัดตั้งแต่เมื่อวานทีเดียวนะครับ มีของแปลกๆที่ชาวบ้านนำมาขาย สนุกจังเลย ได้ของมาเยอะมาก


เสร็จจากตลาดเรามากินโชคดีแตะเตี้ยมในตัวเมืองหาดใหญ่คุยกันสนุกดี แล้วไปต่อด้วยการไปซื้ออุปกรณ์การสอนหนังสอืของกานนะ กว่าจะหาเจอก้อเหนือยเหมือนกัน วิทกลับมาถึงห้องไม่ค่อยได้ทำงานเท่าไหร่นั่งดูทีวีและนอน


เมื่อเช้าพี่แหวนมารับวิทประมาณสิบโมง เพื่อไปทำบุญที่วัดสมเด็จ ทางไปสนามบิน ผมสนุกกับการได้เปิดหูเปิดตา ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ทำให้ชีวิตที่นี่ของผมเริ่มอบอุ่นขึ้นและมีความหมายมากขึ้น เมื่อนึกว่าพรุ่งนี้เปิดเทอมแล้วความหึกเหิมที่ได้ทามงาน และคึกที่จะสู้งานอีกเยอะที่รออยู่ แค่นี้ก้อทามให้ชีวิตมีความหมายเหลือเกิน

Thursday, May 22, 2008

แอบค้นหาตัวเอง


ผมเพ่งมองทุกความรู้สึกของตัวเอง ผมว่าชีวิตของเราสิ่งที่เราต้องต่อสู้มากที่สุด คือ การสู้กับตัวเอง หรือจะมีใครเถียงผมบ้าง ผมเริ่มสังเกตอะไรจากข้างในของตัวเอง

ไอ้ตัวอารมณ์นี่น่ากลัวที่สุด คนเราต่างมีหลากหลายอารมณ์จัง บางทีก้อมีความสุขเอามากๆๆ บางทีก้อโกรธดั่งพายุที่พัดกระหน่ำ บางทีก้ออิจฉาริษยาซะเหลือเกิน


พอเราเข้าใจความสุขเหล่านี้ เราเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างนะครับ เข้าใจที่จะรับรู้ทุกความสุขของตัวเอง เห็นใจเพื่อนมนุษย์เพราะทุกคนต่างก้อรู้สึกเช่นเดียวกับเรา


เมื่อเข้าใจดังนั้น ก้อเลยพยายามที่จะแบ่งปันความรักไปให้ทุกๆคน และไม่ลืมที่จะให้อภัยในความโง่เขลาของคนบางคนที่ล่วงเกินเรา ถ้าเราคิดได้แบบนี้โลกคงน่าอยู่ขึ้นอีกมากเลย


ปล.ช่วงนี้ผมโอเคกับการใช้ชีวิตที่หาดใหญ่นะครับ มีเพื่อนมากขึ้น ขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่ดีของทุกๆคนนะครับ

Thursday, May 01, 2008

ไฟดับ


ในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ผมเจอกับการที่ไฟฟ้าดับมากกว่าสามครั้งเลยนะครับ เวลาไฟดับพวกเราคิดถึงอะไร หรือกำลังเซ็งกับการไม่ได้ดูรายการทีวี ไม่ได้เปิดแอร์ แต่สำหรับผม ผมมีความสุขกับช่วงเวลานี้จัง


ตอนเด็กผมใช้ชีวิตอยู่ในต่างจังหวัด แม้ว่าตั้งแต่ตอนที่ผมเกิดจะมีไฟฟ้าใช้แล้วก็ตาม แต่ผมมักมีภาพในวัยเด็ก ที่ตอนเด็กมาก เวลาคุณแม่พาพวกเราไปเยี่ยมคุณยาย ในตอนนั้นบ้านยายยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ผมชอบบรรยากาศของการที่ต้องจุดตะเกียง นั่งล้อมวงกันทานข้าว ผมว่าเป็นความรู้สึกที่แสนจะอบอุ่น การไม่มีทีวีในช่วงนั้น ทำให้พวกเรามีกิจกรรมที่บ้านยายเล่นกันอย่างมากมาย อยากย้อนเวลาไปในช่วงเวลานั้นจัง คงสนุกมากๆอีกเช่นเคย


ช่วงไฟดับที่บ้านของผมเอง ทำให้ผมนึกถึงคุณปู่ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว การที่บ้านเราเป็นครอบครัวที่อยู่กันหลายรุ่น เวลาไฟดับเราจึงรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไฟดับ เราจึงเล่นหมากหลุม หรือแอบแม่เล่นไพ่ในหมู่พี่น้องจึงได้สนุกเหลือเกิน (แต่เมื่อแม่จับได้ว่าเราแอบเล่นไพ่แม่จะต้องนำไพ่ไปทิ้งทุกครั้งและพร่ำสอนว่าเล่นการพนันไม่ดี)


ช่วงเวลาที่ไฟดับจึงเป็นช่วงเวลาที่สวยงามของผมนะครับ สวยงามที่ได้คิดถึงวันในอดีต เพื่อจะไม่ยอมแพ้สำหรับวันที่มืดมน

Saturday, March 22, 2008

มุ่งมั่นและสู้ต่อ


ภารกิจต่างทางด้านการเรียนการสอนของผมในเทอนสองก็สิ้นสุดลง พร้อมกับการปิดเทอม ถามว่าสิ่งที่ผ่านมาผมโอเคมั้ย? แน่นอนคำตอบที่ออกมาจากผม คือ ผมโอเคกับอาชีพนี้ การเป็นครู เป็นอาชีพที่เป็นผู้ให้ ทุกครั้งที่เตรียมการสอน แม้ว่ามันจะเหนื่อยแค่ไหน แต่พอคิดถึง ลูกศิษย์ที่เราจะถ่ายทอดความรู้ให้แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว


แต่หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ส่วนตัวผมผมไม่ใช่คนที่เรียนเก่ง และอัจฉริยะไปทุกเรื่อง ทำให้การเริ่มต้นอาชีพนี้ ผมรู้สึกว่าผมยังสอนไม่ดีนัก เวลาตรวจข้อสอบที่เด็กทำไม่ได้ บางครั้งผมแอบคิดว่า เพราะผมสอนไม่ดีหรือเปล่า บางคนทำคะแนนกันไม่ได้เลย รวมถึงนโยบายของมหาลัยที่เน้นให้อาจารย์ทำงานวิจัย แต่สำหรับผม แค่สอนตอนนี้ยังไม่ดีเลยแล้วจะมีน่าทำงานวิจัยหรือ


ผมทบทวนกับตัวเองเสมอว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ตอนนี้ปัญหา คือ การพัฒนาการสอนที่ผมต้องพยามที่จะพัฒนาตัวเอง ผมอยากเป็นคนที่สอนหนังสือสนุกนะครับ วิทเอ้ย! ยังต้องเหนื่อยอีกเยอะ พอคิดว่าตั้งแต่มาที่นี่ เรายังไม่ได้เริ่มงานวิจัยเลย รวมถึงยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน แค่คิดก้อเหนื่อยแล้ว เราจะทำอย่างไรดี?

คงต้องเริ่มต้นจาก การเตรียมการสอนเทอมหน้าให้เสร็จ และเปิดหูเปิดตา หาข้อมูลที่จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เชื่อว่าวิททำได้นะ

Saturday, February 09, 2008

ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อน

เมื่อวานผมมีโอกาสได้เดินทางไปประชุมสัมมนาที่โรงแรมพาวิลเลียน สงขลา การประชุมใช้เวลาตลอดช่วงบ่าย ตอนเย็นเหล่าคณาจารย์ที่คณะก็พากันไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารทะเลชื่อดังริมหาดสมิหลา

การได้กลับมาแหลมสมิหลาอีกครั้งทำให้ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนของผมกลับมา เมื่อสิบปีก่อนผมและเหล่าเพื่อนสมัยมัธยมที่โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช เคยเดินทางมาสมัครเอ็นกลางที่ ม.อ.หาดใหญ่ และพวกเราก้อมาทานอาหารที่ริมหาดสมิหลาที่นี่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าการได้มาเยือนที่นี่จะทามให้ผมคิดถึงเพื่อนเก่า

เพื่อนผมที่มาในวันนั้น ปัจจุบันบางคนเป็นหมอที่มีอุดมการสุดๆ ดูแลคนใข้และไม่เคยเลยที่จะย้ายมาอยู่โรงบาลที่ใหญ่ขึ้น ผมคิดถึงเพื่อนคนนี้จังหลายครั้งที่ผมเหนื่อยผมจะคิดถึง อุดมการ ความมุ่งมั่น และการทามประโยชน์เพื่อประเทศชาติ

ผมนึกถึงเพื่อนที่เป็นวิศวกร ชีวิตเค้าต่างจากเพื่อนที่เป็นหมอ เค้าคิดอยู่เสมอว่าจะต้องหาเงินให้มากที่สุด และกินเที่ยวให้เต็มที่ ผมมองเพื่อนคนนี้ด้วยยอมรับในทางเลือกของเค้า แต่ในอีกมุมผมกลับมองเค้าเพื่อเตือนตัวเอง ว่าการที่เราคลุกอยู่กับอบายมุขในท้ายทีสุด ชีวิตอาจจะไม่น่าพิศมัยก้อได้

ยังมีเพื่อนอีกหลายคนที่ผมไม่ได้พูดถึงในการบันทึกในบทความนี้ แต่เพื่อนทุกคนเป็นครูให้ผม ถ้าคนๆนั้นเป็นผู้ประพฤติดี ผมจะนำเค้ามาเป็นต้นแบบและอยากเป็นคนดีให้ได้แบบเค้า แต่ถ้าเห็นความประพฤติของเพื่อนบางคน ที่มีทัศนะที่ไม่เป็นในแบบที่ผมคิด ผมยอมรับในการตัดสินใจของเค้า และนำสิ่งนั้นมาคิดว่าเราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของอบายมุขแบบเพื่อนคนนั้น

ชีวิตเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ การได้นึกถึงวันเก่าๆ ก้อทามให้เราได้ข้อคิด ในการดำเนินชีวิต เอาใจช่วยเพื่อนทุกคน ขอให้ทุกคนได้เดินทางในทางที่ถูกต้องและดีงาม ขอให้เพื่อนบางคนได้เห็นถึงทางสว่างว่าการเกลือกกลั้วอยู่กับอบายมุขในท้ายที่สุดจะทามให้ชีวิตเราแย่ลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก้อไม่มีสิทธ์ที่จะไปสรุปหรือสอนคนอื่นเพราะทุกคนย่อมมีเหตุผลของตัวเอง........

Wednesday, January 09, 2008

ความสุขของการเป็นครู


ชีวิตผมเริ่มปรับตัวกับการใช้ชีวิตที่หาดใหญ่แล้วนะครับ ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ผมจะสอนหนังสือผมค่อนข้างเครียดมาก ทุกคนลองคิดดูนะครับ การที่เด็กนักศึกษาในห้องเลกเชอร์ห้องใหญ่มาก โดยมีนักศึกษาถึง 200 กว่าคนทีเดียว กำลังมองเราเปนจุดเดียว กำลังฟังเลียงของเรา และพยายามที่จะทามความเข้าใจกับสิ่งที่เราสอน เหนไม่ครับว่าการเปนครูไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


ยิ่งนักศึกษาตั้งใจเรียนมากเท่าไหร่ ผมก้อยิ่งพยายามอย่างมากที่จะสอนพวกเค้าให้ดีที่สุด สายตาที่พวกเค้ามองมา ความตั้งใจที่พวกเค้าช่างขยันเรียน สิ่งนี้เป็นกำลังใจให้ผมมากทีเดียว วันนี้ผมเดินออกมาจากห้องเลคเชอร์ตอน หกโมงด้วยความสุข ความสุขที่เหนนักศึกษาที่เราสอนเข้าใจในสิ่งที่เราอธิบายผมว่าการเปนครูมีเสน่แบบนี้นี่เอง


ปล.หอพักอาจารย์ของผมยังไม่เรียบร้อยผมเลยต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างโรงแรมและมหาลัย สังคมอาจารย์ที่ภาควิชาน่าอยู่มากทุกคนคิดถึงเด็กนักศึกษาจะหาสังคมที่น่าทามงานที่ดีแบบนี้ได้ที่ไหนอีกแล้ว

Sunday, January 06, 2008

เริ่มต้นชีวิตใหม่


ในรอบหนึ่งเดือนมานี้ ผมวุ่นวายกับการแก้เล่มวิทยานิพนธ์ และจัดการทีสีสจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ในตอนแรกผมแพลนที่จะทำงานวิจัยใน ธรรมศาสตร์ไปเรื่อยๆ เพราะโปรเจคชิ้นนี้น่าสนใจ รวมถึงท่าน อ.พีระ เจริญพร ก็ให้โอกาสในการทำงานกับผมอย่างเต็มที่ แต่แล้วบทบาทใหม่ของผมก้อก้าวเข้ามา และเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของผมทีเดียว


บทบาทใหม่ คือ การได้มาเป็นอาจารย์ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.อ.หาดใหญ่ ผมตอบรับงานนี้แบบไม่ลังเลใจ เพราะผมคิดว่า ความสุขของผม คือการได้เดินช้าๆ ซึมซับกับความสวยงามของทุกสิ่ง อยากได้อยู่ไกล้ชิดพ่อแม่ อยากดูแลพวกเค้า คาบแรกที่ผมจะสอนคือ วิชา เศรษฐศาสตร์มหภาค ในเวลา 16.30-18.00 ตื่นเต้นจังเลย!!!


ผมไม่รู้เหมือนกันว่า บทบาทไหม่ที่ผมได้รับผมจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ผมจะทำให้ดีที่สุด......

Sunday, November 25, 2007

Remembrance of things lost


Remembrance of things lost เป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่พระเอก มอบให้นางที่เป็นรักแรก ในหนังเรื่อง Love letter หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ผมดูมากกว่า 5 รอบ ทุกครั้งที่ได้ดูหนังเรื่องนี้มักทำให้ผมมีความสุขเสมอ


ผมไม่ยากเล่าพลอตเรื่องนี้อีกแล้วนะครับ อยากให้คนที่สนใจลองไปหามาดู( http://www.popcornfor2.com/movies/012_sept_loveletter.html) แต่สิ่งที่ผมชอบ คือ ในชีวิตของคนเราในแต่ละช่วงวัย เรามักจะมีคำถามที่เป้นปมอยู่ในใจเสมอ เช่น ในช่วงม.ต้น ผมอยากถามผู้หญิงคนนึ่งที่เป็นรักแรกของผมว่าช่วงเวลาที่ผมมีความรุ้สึกที่ดีกับเธอ เธอรู้สึกเช่นไร และเธอมีความสุขแค่ใหนในสิ่งต่างๆที่ผมได้ทำให้เธอ แม้ว่ามานจะเป็นแค่ช่วงเวลาที่แสนสั้นก็ตาม


เหตุนี้เองที่ผมชอบหนังเรื่องนี้เพราะหนังได้ให้คำตอบในใจผม โดยผ่านการเล่าเรื่องของผู้หญิงสองคน การเล่าเรื่องทำให้คำถามในใจของคนทั้งสองได้รับการเปิดเผย ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามแต่ไม่จำเป็นตอ้งครอบครอง ผมแอบอิจฉาที่ตัวละครทั้งสองคนได้รับคำตอบอันนั้น


ผมยังแอบนึกสนุกที่คิดว่า วันนึ่งเมื่อผมมีคนรักที่คิดจะแต่งงานด้วย การได้เขียนจดหมายหาเพื่อนเก่าของผู้หญิงคนนี้ เพื่อฟังเรื่องราวในอดีตของเธอ คงเป็นเรื่องน่าสนุกและน่าตื่นเต้นเอามากๆ


ผมชอบมุมมองความคิดของหนังเรื่องนี้โดยสื่อในรูปจดหมาย โดยส่วนตัวผมเป้นคนที่ชอบเขียนจดหมายและส่งโพสการ์ดหาคนในครอบครัวและเพื่อนที่สนิทอยู่เสมอ ผมคิดว่าการเขียนจดหมายเป้นการสื่อสารที่คลาสสิค แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการสื่อสารทีทันสมัยหลายรูปแบบแล้วก้อตาม


Remembrance of things lost หรือ ความทรงจำถึงสิ่งที่สุญไป อาจจะชัดเจนยิ้งขึ้นถ้าคนเราคิดที่จะสื่อสารและแสดงถึงความรู้สึกของตัวเองออกไป การสื่อสารของคนเราจึงมีความสำคัญในแบบนี้นี่เอง

Tuesday, November 20, 2007

สวยงามที่น้ำใจ


ในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมชีพจรลงเท้า คือ เดินทางท่องเที่ยวไปเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน และเดินทางไปเมืองกาญจน์เพื่อไปงานบวชพี่ต้นเพื่อนรุ่นพี่ที่ผมสนิทการเดินทางในสองทริปมีบางอย่างที่ทำให้ผมประทับใจมาก คือ การได้รับน้ำใจและการเป็นผู้แสดงความมีน้ำใจต่อเพื่อนรุ่นพี่


หลายครั้งที่ผมที่ผมมักได้ยินหลายคนพูดว่า ความงามของคนเกิดจากคนๆนั้นเป็นคนที่มีน้ำใจมากกว่ารูปร่างหน้าตา ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าคำๆนี้จะเป็นจริง จนผมได้รับน้ำใจจากเพื่อนที่เป็นนายทหารที่เชียงใหม่ ที่คอยต้อนรับขับสู้กลุ่มพวกผมเป็นอย่างดี แต่สิ่งสวยงามคือ น้องของเพื่อนเทคแคร์เราดีมากผมประทับใจมาก ถ้าพูดถึงรูปร่างน่าตาน้องเค้าก็เป็นผู้หญิงน่าตาธรรมดา แต่น้ำใจและกริยามารยาทที่ดี ก็ทามให้ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงที่สวยงามจัง สวยกว่าผู้หญิงที่รูปร่างน่าตาดีแต่ไร้ซึ่งมารยาทและน้ำใจ


ส่วนการแสดงน้ำใจ ผมมีความสุขที่ได้แสดงน้ำใจโดยไปร่วมงานบวชของพี่ต้น การเป็นเพื่อนมันมากกว่าการเที่ยวเตร่ คุยกันถูกคอ แต่ผมชอบที่แสดงให้เห็นว่า เราเป็นเพื่อนกันจริงๆและร่วมทุกข์ร่วมสุข ผมว่าพี่ต้นคงดีใจมากที่เห็นพวกเราพร้อมหน้าพร้อมตา ความสุขของการมีเพื่อนคงเป็นแบบนี้เอง เป็นความสุขที่ได้รับน้ำใจจากเพื่อนและความสุขจากการแบ่งปันน้ำใจให้กับเพื่อน


ความน่ารักของคนคงไม่ใช่แค่รูปร่างน่าตาดี แต่สำหรับผมคนที่จะสวยงามได้คงจะต้องมีน้ำใจเป็นพื้นฐานเพราะความน่ารักตรงนี้จะยืนนานและคงอยู่ตลอดไป

Saturday, November 03, 2007

รักตัวเอง


ผมคิดที่จะเขียนเรื่องนี้นานแล้วนะครับ เพราะหลายครั้งผมได้คุยกับเพื่อน รุ่นพี่หรือรุ่นน้อง หลายคนมีปัญหาที่รักทุกคนได้ในโลกนี้ แต่ไม่เคยรักตัเองเลย การตัดสินใจที่จะเขียนเรื่องนี้ เกิดจากที่ผมเข้าไปอ่าน สเปซของรุ่นน้อง รวมถึงการพูดคุยกับเจ้ เรื่องเพื่อนที่อกหัก น่าเสียใจที่เค้าคิดว่าตัวเองรู้จักความรัก กับแค่รักตัวเองยังไม่เคยรักเลยแล้วแบบนี้จะรักคนอื่นได้หรือ?


รุ่นน้องของผมไปหลงรักผู้ชายคนนึ่ง ซึ่งผมมองเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรกับรุ่นน้องเลย แต่รุ่นน้องก้อไม่ละความพยายาม โทรหาเช้าเย็น จนถึงวันนึ่งเมื่อผู้ชายคนนี้พูดตรงๆ ว่าไม่ได้รู้สึกอะไรเลยกับรุ่นน้องของผม เธอเจ็บมาก และย้ำคิดย้ำทำกับเรื่องความรักครั้งนี้ เช่นเขียนในบล็อกว่าลืมผู้ชายคนนี้ได้แล้วบ้าง แต่เมื่ออ่านข้อความข้างในก้อเห็นถึงความเจ็บปวดที่ยังเกิดขึ้น ทามไมจริงๆจึงลืมผู้ชายคนนี้ไม่ได้ซักที


ส่วนเพื่อนของเจ้ ความรักที่ไม่สมหวังเกิดจากที่แฟนของเค้า กลับไปจีบผู้หญิงที่เค้าเคยรักเมื่อในอดีต เจ้สรุปว่าผู้ชายไม่ดี แต่ผมเห็นต่างกัน ผมมองว่า ผู้หญิงผู้ชายคู่นี้ต่างกันเกินไป ผู้หญิงรวยมากระดับเศรษฐีทีเดียว ส่วนผู้ชายเป็นคนเดินดินธรรมดาคนนึ่ง แต่จริงสิ่งนี้ไม่น่าจะมีปัญหา ถ้าผู้หญิงมีความคิดที่โตกว่านี้ อีกทั้งบ้านผู้หญิงคนนี้ก้อไม่ยอมรับผู้ชาย แต่อุปสรรคก้อเป็นการพิสูจน์รักแท้ แต่ผมมองว่า ผู้ชายคงรู้และประเมินตัวเองตั้งแต่ต้น ว่าคงเป็นไปไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้เฝ้าโทรไปง้อเพื่อขอคืนดี พยายามให้ผู้ชายกลับมา แต่ไม่พยายามที่จะมองโลกให้ตัวเองมีความสุข


ผมไม่อยากสรุปว่า สาวน้อยทั้งสองคนควรทำเช่นไร แต่ทั้งสองคน ลืมรักตัวเอง และพยายามที่จะหาความรักจากสิ่งภายนอกและจากคนอื่นซึ่งในท้ายที่สุดคนที่เจ็บปวดที่สุดก้อคือตัวเอง เพราะไม่มีใครหรอกที่จะให้ความรักเราได้ตลอดเวลา นอกจากตัวเรา ถ้าถามว่าปัญหาแบบนี้เกิดกับผม ผมจะทำเช่นไร เริ่มต้นผมคงรักคู่รักหรือรักคนที่ผมจะจีบด้วยความรักที่รัก ก้อคือรักเค้าทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเค้าโดยไม่หวังว่า ในท้ายที่สุดเค้าจะรักผมหรือเปล่า ถ้าผมพยายามอย่างเต็มที่แล้วเค้ายังไม่รักผม ผมก็คงต้องคิดอีกในมุมนึ่งว่า การที่ไปวุ่นวายกับชีวิตเค้ามากเกินไปเค้าจะเบื่อมั้ย ทุกคนย่อมต้องการความเป็นส่วนตัว ควรคิดว่าการที่เราทามอะไรให้เค้าเค้าอาจไม่ต้องการก็ได้ นั้นย่อมทำให้การที่เรา เข้าไปพยายามทำโน่นทำนี่กลับเป็นการรบกวนมากกว่า ที่จะทามให้เค้าประทับใจ


ส่วนในกรณีเพื่อนของเจ้ ผมคงปล่อยเค้าให้ลองที่จะรักกับคนที่เค้าเคยรักในอดีต และเป้นเพื่อนของเค้าต่อไป และถอยออกมาที่จะคิดว่าความรักครั้งนี้เราพลาดอะไร เราเอาแต่ใจมากเกินไปหรือเปล่า และพยายามปรับปรุงตัวเองให้ความรักครั้งใหม่ต้องดีกว่าครั้งนี้


ปัญหาทั้งสองจะดีขึ้น ถ้าพวกเค้าจะรู้จักที่จะรักตัวเอง เมื่อรู้จักที่จะรักตัวเองแล้ว เราย่อมแคร์ตัวเอง และอยากให้ตัวเองมีความสุข ความรักน่าจะเกิดจากการรักตัวเองก่อนนะครับ เมื่อเรารู้จักที่จะรักตัวเอง เราจึงขยายความรักไปให้คนรอบข้างและความรักนี้ก็ไม่หวังผลตอบแทน ส่วนการที่อาจมีคนมารักเพราะเราได้ขยายความรักไปให้เค้ามันเป็นผลพลอยได้ และอีกอย่างชีวิตมีหลายแง่มุม เช่น เรามีครอบครัว เพื่อน ทามไมต้องให้ความผิดหวังในแง่มุมเล็กๆมากำหนดชีวิตเรา


หันมารักตัวเอง เมื่อเรารักตัวเองเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีความสุข เราจะอยากที่จะออกกำลังกายเพราะเราอยากให้ร่างกายแข็งแรง และเราจะรู้จักที่จะอยู่กับตัวเองได้เพราะเรามีความรักให้ตัวเองนั่นเอง


Thursday, October 25, 2007

ลมหนาว


ลมหนาวเริ่มพัดมาแล้วซิ เพื่อนๆเคยได้กลิ่นลมหนาวหรือเปล่าครับ? กลิ่นลมหนาวที่แฝงไว้ด้วยความเหงา เงียบ สงบ และสวยงาม


ช่วงเวลาประมาณเกือบสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมค่อนข้างกลับบ้านดึกนะครับ นั่งแก้งานอยู่ที่มหาลัย และเดินกลับบ้านคนเดียวในช่วงเวลาเกือบสองทุ่ม การได้ทำอะไรคนเดียวบ้าง สูดกลิ่นหอมของธรรมชาติ ผมได้กลิ่นของลมหนาวพัดมาอีกแล้ว สำหรับผมลมหนาว ให้ความรู้สึกที่เหงา โดดเดี่ยว และคิดถึงแม่ ผมรู้สึกแบบนี้จริงๆ


แต่ในอีกมุมหนึ่งผมก็ได้ซึมซับกับความสวยงามที่เงียบงัน สันโดษ และ สงบ นึกถึงการได้ครุ่นคิดและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ หลายคนกำลังดิ้นรนไปสู่จุดหมาย เดินไปข้างหน้า แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องการแล้ว กลับรู้สึกว่าไม่เหลืออะไรเลย


ลมหนาวนำมาซึ่งความสวยงาม สวยงามแห่งความเยือกเย็น ลุ่มลึกและน่าค้นหา ความหนาวเย็นที่จะทำให้ตัวเองผ่านช่วงเวลที่ยากลำบากไปไห้ได้ ขอบคุณลมหนาวที่ทำให้ผมคิดอะไรได้มากมาย ขอบคุณความเหงาที่ทำให้ผมได้รู้จักที่จะอยู่กับตัวเอง ขอบคุณความรักของแม่ที่เมื่อเวลาผมเหงายังมีความรักของแม่นำทาง และขอบคุณธรรมชาติที่ทำให้ผมรู้ว่าตัวของผมเองคือจุดเล็กๆของจักรวาลที่จะมีตัวตนไม่เกินอีก 100 ปี

Wednesday, October 17, 2007

โลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ


ผมเชื่อเรื่องความมหัศจรรย์บนโลกใบนี้ มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่สามารถอธิบายได้ หรือ มันแค่เป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น ? ผมเริ่มขบคิดเรื่องนี้ในวันนี้นี่เอง ผมคิดว่าทางที่เรากำลังกลับบ้านวันนี้ อาจมีคนที่เรารู้จักหรือที่เราจะรู้จักในอนาคตพึ่งเดินทางผ่านไปหรือกำลังจะเดินทางมาในทางเส้นนี้


ผมมีเรื่องตลกที่ครั้งหนึ่งผมเคยพอใจผู้หญิงคนหนึ่ง เราไม่เคยคุยกันเลยว่าบ้านของแต่ละคนอยู่ที่ไหน จนวันหนึ่งผมก้อต้องแปลกใจเมื่อรู้ว่าบ้านของเธอกลับอยู่ใกล้ร้านอาหารที่ผมชอบไปนั่งและที่สำคัญช่วงเวลาที่ผมไปนั่งที่ร้านนั่นเธอมักจะผ่านหน้าร้านนั้นอยู่เสมอ อีกครั้งหนึ่ง ที่เธอไปดูหนังเรื่องเดียวกับผมโดยเธอดูรอบก่อนผม โดยเราต้องแปลกใจที่เมื่อเธอออกจากโรงหนังผมกลับเดินเข้า มันเป็นเรื่องบังเอิญ หรือจริงๆแล้วสวรรค์กำลังเล่นตลก (ในท้ายที่สุดผมไม่ได้เป็นแฟนกับเธอนะครับ)


เมื่อคิดได้แบบนี้ คนที่เราเดินสวนกันไปมาตามท้องถนน วันหนึ่งอาจเป็นเพื่อนรักเราก้อได้หรือรวมถึงอาจกลายเป็นคู่รักเราก็ได้ เรามักจะเดินสวนทางกับคนๆนั้นอยู่เสมอ แต่เราก้อจะรอว่า เมื่อโลกนี้มานไม่มีเรื่องบังเอิญการเดินสวนทางกันในวันนี้ อาจจะกลับกลายเป็นการเดินร่วมทางในที่สุด............

Saturday, September 29, 2007

กอดสุดท้าย


ผมเขียนบล็อกในตอนนี้ด้วยความรู้สึกเศร้า เป็นห่วง และสิ้นหวัง เพราะในช่วงเวลานี้ผมน่าจะที่ได้ทำอะไรมากมายที่ตัวเองได้วางแผนไว้ แต่ผมก้อต้องติดกับดัก กับความคิดที่ไม่ยืดหยุ่นของคนบางคน นี้เป้นปัญหาแรกที่ทำให้ผมรู้สึกหดหู่ ปัญหาที่สองคือ คุณย่าของผมกำลังป่วยหนักมาก ผมช่วยได้อย่างเดียวคือเอาใจช่วยให้คุณย่าของผมกลับมา กลับมารับรู้ทุกความรู้สึกที่ผมอยากมอบให้ท่าน


ผมจำความได้ตั้งแต่เกิดมา ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวขยาย คือ เราอยู่กัน พ่อ แม่ คุณปู่ และคุณย่า ผมชอบครอบครัวแบบนี้มาก มันเป็นทั้งความรู้สึกที่อบอุ่น ของความรักระหว่างรุ่นต่อรุ่น รวมถึงความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงที่ได้อยู่ร่วมกัน คุณย่าชอบแสดงความรักด้วยการสวมกอด ผมจำอ้อมกอดของคุณย่าได้เสมอ มันเป็นอ้อมกอดที่แสนจะอบอุ่น และเมื่อเราไกลกันและได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง อ้อมกอดแทนคำพูดทุกๆคำที่เราอยากพูดต่อกัน มันเป็นคำพูดที่แสนจะอบอุ่นซะเหลือเกิน


คุณย่าของผมป่วยมาได้ประมาณ สามปี ด้วยโรคที่เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยเกินในช่วงที่คุณย่าเป็นลม มีผลให้คุณย่าไม่สามารถพูดได้ รวมถึงความทรงจำของคุณย่าบางส่วนหายไป มันเป็นความทุกข์มากๆที่เราอยากแสดงถึงความรักให้คนๆหนึ่งได้รับรู้ โดยที่บางช่วงเวลาเค้าไม่รู้เลยว่าเราคือไคร?


การกลับบ้านเมื่อคราวที่แล้วของผมจะเป็นการกอดคุณย่าครั้งสุดท้ายหรือเปล่านะครับ ผมเลยต้องฮึดเงือกสุดท้ายเพื่อทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะนักเรียนเพื่อแก้ทีสีสให้เสร็จเร็วที่สุดเพื่อ ผมจะได้กลับบ้าน ไปทำหน้าที่อีกหน้านึ่ง คือ กลับไปดูแลคุณย่าและกลับไปกอดคุณย่าอีกครั้ง

Tuesday, September 11, 2007

ผมรักการอยู่บ้าน


ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ชีวิตผมค่อนข้างจะชีพจรลงเท้านะครับ คือ ต้องเดินทางไปหาดใหญ่ เพื่อไปทำธุระอะไรนิดหน่อย เมื่อเสร็จธุระ ผมไม่ลืมที่จะกลับบ้านไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่นครศรีธรรมราช แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่สั้นๆที่ได้อยู่กับท่าน แต่ผมก็มีความสุขมากๆ การได้ไปเยี่ยมคุณยายที่ท่านอายุ 99 ปีแล้วแต่ยังแข็งแรง รวมถึงการได้ดูแลคุณย่าที่สุขภาพไม่ค่อยดีนัก ทำให้ผมได้รู้สึกว่าได้ตอบแทนช่วงเวลาในอดีตที่คุณย่าและคุณยายเคยเลี้ยงดูผมและสั่งสอนผมมาตลอด


ผมมานึกถึงอุปนิสัยส่วนตัวของผมเอง ที่ถ้าเลือกได้ในวันหยุดว่าให้ทำอะไร ผมคงตอบแบบไม่คิดว่าผมเลือกที่จะอยู่บ้าน ชอบที่จะทำกิจกรรมทุกกิจกรรมกับคนในครอบครัว หลังจากผมกลับมาจากปักษ์ใต้ ภารกิจของผม คือ การที่ผมจะต้องทำเป้าหมายของผมให้สำเร็จ คือ การเรียบแก้เวิร์ดดิ้ง ให้ตรงกับที่อาจารย์ นิพนธ์ พัวพงศกร ให้ผมแก้ตามนั้น ตอนแรกผมคิดว่า จะไปนั่งแก้งาน ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ ดีกว่า แต่พอคิดอีกที่ผมว่า การนั่งแก้งานอยู่ที่บ้าน น่าจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่า


บ้านที่พักในกรุงเทพ ตั้งอยู่ที่ชานเมือง หลังเล็กๆ แต่ผมรู้สึกถึงความรู้สึกอบอุ่นที่อยู่ในบ้านหลังนี้ รอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ที่เขียวขจี ผมเลือกที่จะเปิดผ้าม่าน รอบบ้าน ให้ลมพัดเข้ามา พร้อมทั้งเห็นถึงความสดชื่น ของเหล่าต้นไม้ ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้ดูดดื่มกับความกลมกลืนของธรรมชขาติ ชีวิตช้าสักนิดแต่ได้ดูดดื่มกับธรรมชาติ ผมว่านี่หละคือคุณภาพชีวิตที่ผมเลือกสรรค์


การได้อยู่บ้านผมเลือกที่จะลองทำกับข้าวกับปลาง่ายๆทานเอง แม้ว่าฝีมือทำกะข้าวผมจะไม่ได้เรื่องเลยนะครับ แต่ผมว่า สิ่งนี้ทำให้เรารีแลกนะ เลือกที่จะทำในสิ่งที่เราชอบ แม้ว่าบางเมนูจะเป็นเมนูง่ายๆ แต่ก้อใช้เวลาเหมือนกันนะครับ ทำให้ผมนึกขอบคุณ แม่ ที่ทามอาหารให้เราทานตลอด คงไม่ง่ายนักที่จะต้องดีไซด์เมนูต่างๆให้พวกเรารับประทาน รวมถึงปัจจุบัน ยังมีอาหารจากนครมาฝากเราเสมอ ผมซาบซึ้งในสิ่งที่แม่ทำนะครับ


การอยู่บ้านของผมจึงเป็นการปฎิบัติธรรม การดื่มดำกับธรรมชาติรอบบ้าน และคิดรอบคอบในสิ่งที่ตัวตัวเองจะทำ และการเดินช้าๆบ้าง ก็ทำให้เห็นถึงสิ่งสวยงามรอบตัว เพราะเหตุนี้นี่เอง ผมเลยรักการอยู่บ้านด้วยประการดังกล่าว